เครื่องกรองน้ำ RO vs UV — เลือกแบบไหนดีสำหรับบ้านคุณ?
เปรียบเทียบเครื่องกรองน้ำแบบ RO กับ UV ข้อดี ข้อเสีย ใครเหมาะกับแบบไหน พร้อมแนะนำรุ่นที่ตอบโจทย์ครอบครัวไทย
เครื่องกรองน้ำเป็นสิ่งที่ทุกบ้านควรมี — แต่พอจะเลือกซื้อจริง คำถามแรกที่เจอคือ “เลือก RO หรือ UV ดี?” ทั้งสองระบบกรองน้ำได้สะอาด แต่ทำงานคนละแบบ เหมาะกับคนละสถานการณ์
RO (Reverse Osmosis) — กรองลึกถึงระดับโมเลกุล
ระบบ RO ใช้แรงดันดันน้ำผ่านเมมเบรนที่มีรูเล็กมาก สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนได้ละเอียดที่สุด
ข้อดี:
- กรองได้แม้แต่สารเคมี โลหะหนัก และสารละลาย
- น้ำใส ไร้สี ไร้กลิ่น
- เหมาะกับพื้นที่ที่น้ำประปามีปัญหา (น้ำกระด้าง น้ำมีกลิ่น)
ข้อควรรู้:
- มีน้ำทิ้ง (น้ำที่กรองไม่ผ่าน) ประมาณ 30–50%
- ต้องเปลี่ยนไส้กรองตามรอบ
UV (Ultraviolet) — ฆ่าเชื้อโรคด้วยแสง
ระบบ UV ใช้แสงอัลตราไวโอเลตทำลาย DNA ของแบคทีเรียและไวรัส
ข้อดี:
- ไม่มีน้ำทิ้ง ไม่สิ้นเปลืองน้ำ
- ฆ่าเชื้อโรคได้ 99.99%
- ค่าใช้จ่ายไส้กรองต่ำกว่า RO
ข้อควรรู้:
- ไม่สามารถกำจัดสารเคมีหรือโลหะหนัก
- ต้องใช้กับน้ำที่ค่อนข้างใสอยู่แล้ว
เปรียบเทียบแบบเห็นชัด
| RO | UV | |
|---|---|---|
| กรองสารเคมี/โลหะหนัก | ได้ | ไม่ได้ |
| ฆ่าเชื้อโรค | ได้ (บางรุ่น) | ได้ 99.99% |
| น้ำทิ้ง | มี 30–50% | ไม่มี |
| เหมาะกับ | น้ำประปาทั่วไป, น้ำบ่อ | น้ำประปาที่ค่อนข้างใส |
| ค่าไส้กรอง/ปี | สูงกว่า | ต่ำกว่า |
LG PuriCare — ได้ทั้ง RO + UV ในเครื่องเดียว
เครื่องกรองน้ำ LG PuriCare ใช้ระบบกรอง RO 4 ขั้นตอน + UV Sterilization ให้คุณได้ทั้งความสะอาดระดับ RO และความปลอดภัยจาก UV
ไม่ต้องเลือกว่า RO หรือ UV — ได้ทั้งคู่
Subscribe เริ่มต้นแค่ ฿399/เดือน พร้อมเปลี่ยนไส้กรองฟรีตลอดสัญญา
สนใจเครื่องกรองน้ำ LG PuriCare? ดูรายละเอียดสินค้า หรือ ปรึกษาทีมงานผ่าน LINE